ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

รีวิว CLAShot – ตอนที่ 4 – เริ่มอัพรูปกันเลย

ตอนนี้หลังจากที่เรา account และได้ตั้งค่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เข้าสู่การอัพรูปกันเลย ซึ่งใน app clashot นี้ เราจะสามารถใช้รูปจากกล้องถ่ายรูปพวก DSLR หรือ compact หรือกล้องจากมือถือก็ได้ ทางเว็บเค้าจะไม่ค่อยซีเรียสกับแหล่งที่มาของภาพว่าจะมาจากแหล่งใด (ซึ่งในบางเว็บหรือบาง apps จะกำหนดเลยว่าต้องใช้รูปจากกล้องมือถือเท่านั้นหรือใช้รูปจากกล้องถ่ายรูปเท่านั้น) และอีกอันที่ควรจะทำ คือ ตกแต่งรูปของเราด้วยโปรแกรมตกแต่งภาพก่อน จะทำใน computer หรือใช้ apps แต่งรูปในมือถือก็ได้ แล้วแต่ที่เราถนัดได้เลย

เริ่มทำการอัพรูปกันเลย

1. ไปที่ Wizard ซึ่งจะมี 3 หมวดหมู่ คือ
– Unfinished : แสดงรูปที่ยังอัพโหลดไม่เสร็จและไว้ใช้กดอัพรูปขึ้นไป
– Online : รูปของเราที่ออนไลน์อยู่
– Rejected : รูปที่อัพไม่ผ่าน
กดที่ New Report เพื่ออัพรูปได้เลย




2. เลือกรูปจากในเครื่องของเราได้เลย ให้กดที่ปุ่มซ้ายล่าง




3. เลือกรูปที่เราต้องการจะอัพได้เลย




4. ใส่คำอธิบายรูปของเรา เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และให้ใส่เครื่องหมาย # ไว้ที่หน้า keyword ด้วย เสร็จแล้วก็นั่งคอยมันอัพได้เลย




5. หลังจากที่เราอัพขึ้นไปเสร็จแล้ว ก็จะได้หน้าตาประมาณนี้ 27 ซึ่งในรูปแสดงว่ามีคน like เราทั้งหมด 11 ไลค์แล้ว

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การดูค่าสถิติและจัดการพอร์ตใน Fotolia

หลังจากที่เรา สมัครขายภาพกับทางเว็บ Fotolia แล้ว เราสามารถ login เข้าสู่เว็บ Fotolia.com เพื่อจัดการกับพอร์ตขายภาพของเราได้เลย โดยที่ในหน้าเว็บของทาง Fotolia นั้น จะมีเมนูส่วนที่ใช้อยู่หลักๆ คือ ในการเลือกเปลี่ยนโหมดระหว่างผู้ซื้อรูป (Customer mode) และ ผู้ขายรูป (Contributor mode) สามารถเปลี่ยนได้ที่ switch ตรงตำแหน่งข้างบน-ขวา ของหน้าจอ account สำหรับหน้า My File => Manage my file จะเอาไว้สำหรับจัดการไฟล์ของเรา ซึ่งจะมีเมนู คือ – Uploaded Files : แสดงไฟล์ที่ถูกอัพโหลดขึ้นไปทั้งหมด (ทั้งที่ผ่าน/ไม่ผ่าน/รอตรวจ) – Sold Files : แสดงไฟล์ที่ขายได้ – Unsold Files : แสดงไฟล์ที่ยังขายไม่ได้ – My Releases : จัดการพวก PR/MR ต่างๆ – Statistics : แสดงค่าสถิติในพอร์ตของเรา – Indexing : ในส่วนนี้ หากเราต้องการดูรายละเอียดของไฟล์ใด ก็ให้กดดู View Information ด้านข้างรูป เพื่อตรวจสอบรายละเอียดต่างๆของไฟล์ที่เราซับมิทไปแล้ว ในการดูค่าสถิติของเรา ก็ให้เข้าไปดูที่ส่วนเมนู Statistics ซึ่งเราจะสามารถเลือกได้ ว่าจะดูค่าอะไร เช่น จำนวนการดูถาพของเรา/จำนวนการขาย/ขายได้เท่...

โปรแกรมแต่งรูปฟรี pixlr express ออนไลน์ – จุดเด่นที่ฟังค์ชั่น

Pixlr express เป็น app บน android ที่ทำออกมาเพื่อให้ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว ภายใต้ฟังค์ชั่นที่มีหลากหลาย เราสามารถแต่งรูป เพิ่มสติกเกอร์ เพิ่มตัวอักษร ลงกรอบ แต่งแสงสี หรือแม้กระทั่งแต่งภาพให้ออกมาดูเหมือนมืออาชีพ App นี้มีฟังค์ชั่นที่น่าสนใจ ที่อาจจะได้ใช้บ่อยๆ คือ 1. Auto Fix : ไว้สำหรับปรับค่าต่างๆให้ดูสมบูรณ์ขึ้น สมดุลขึ้น ง่ายๆเพียงแค่ขั้นตอนเดียว จะสามารถปรับค่า light, color และ tone ได้แบบออโต้เลย (เนื่องจากว่ามันเป็นระบบออโต้ ดังนั้น เราต้องดูความเหมาะสมเองอีกครั้ง) 2. Focal Blur : ทำภาพแนวชัดตื้นได้ง่ายๆ ปรับค่าไปพร้อมกับเห็นตย.จริงได้เลยด้วยฟังค์ชั่น Focal Blur ลองอ่านวิธีการทำ เ ทคนิคทำชัดตื้นง่ายด้วย Focal Blur ใน Pixlr Express   3. Color Splash : แต่งสีภาพได้ง่ายๆ ด้วยฟังค์ชั่น Color Splash ซึ่งจะเปลี่ยนภาพ เป็นภาพขาวดำก่อน แล้วหลังจากนั้นก็เน้นสีไหนให้โดดเด่นออกมาได้ ตามใจเราเลยทีเดียว

ค่า ISO ในกล้องคืออะไร

ค่า ISO คิดว่ามือใหม่คงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว ซึ่งค่านี้เราต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นให้ได้เสียก่อน เพื่อที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ง่ายขึ้น ค่า ISO ย่อมาจาก International Standards Organization ค่า ISO คืออะไร แบ่งเป็น 2 จำพวกนะครับ คือ - ในกล้องจำพวกกล้องฟิล์ม ค่า ISO (ASA) คือ ค่าความไวของฟิล์มต่อแสง แสดงเป็นตัวเลข เช่น 100, 200, 400 ... ซึ่งค่านี้ถ้ายิ่งน้อย ค่าความไวแสงก็จะน้อย พวกจุดๆ ก็จะน้อยตาม - ในค่า ISO กล้องดิจิตอลหรือ ISO กล้อง DSLR คือ ค่าความไวแสงของตัว image sensor เข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือ ถ้า ISO ต่ำๆ จะไวต่อแสงน้อย ถ่ายในที่สว่างๆได้ แต่ถ้าถ่ายที่แสงน้อยจะได้ภาพมืดๆออกมา ถ้า ISO มากๆ จะใช้กับการถ่ายภาพที่มืด เพราะจะมีความไวต่อแสงมากกว่า จึงไวกว่าในที่แสงน้อยกว่า จำง่ายๆ คือ ISO มาก แสงน้อย / ISO น้อยแสงมาก แต่ถ้าค่า ISO ที่สูงขึ้น ก็มักจะได้สัญญาณรบกวน (noise) เกิดขึ้นตามมาเช่นกัน ดังนั้นก็ควรที่จะตั้งค่า ISO ให้ต่ำที่สุดที่จะได้ภาพที่มี noise น้อยสุด แต่คงไว้ซึ่งความคมชัดตามที่เราต้องการ โดยทั่วไป เรามักจะตั้งค่าโหมดถ่ายภาพไว้ที่ auto ซึ่งในโหมดนี้ มันจะคำนวณ...